บันทึกการเดินทางของ “ผ่าผิวน้ำ” (1996-2010) : วิธีดัดแปลงบทละครโดยดำเกิง ฐิตะปิยะศักดิ์

กลางปี 1996 ในขณะที่ผมเดินเตร็ดเตร่อยู่ตามหิ้งหนังสือของร้าน WH Smith
กลางกรุงลอนดอน (ปัจจุบันร้านนี้ได้ข่าวว่าถูกเทคโอเวอร์โดยใครก็ไม่รู้และเปลี่ยนชื่อไปแล้ว)
สายตาของผมดันสะดุดเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเพิ่งออกใหม่
และมีอักษรพาดหิ้งอยู่อย่างเตะตาว่า “Best Seller” ซึ่งแน่นอนผมก็ตกเป็นเหยื่อ
ของวิธีส่งเสริมการขายแบบนั้นเช่นเดียวกับหลาย ๆ คนที่ต้องเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาดู
“Breaking the Surface” คือชื่อของหนังสือเล่มนั้น มีหน้าปกเป็นรูปนักกระโดดน้ำ
ในท่าม้วนตัวอยู่กลางอากาศ แต่เหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจหยิบมันไปเคาน์เตอร์แคชเชียร์
แล้วจ่ายเงินทันทีโดยไม่สนใจจะเปิดอ่านก่อนแม้แต่นาทีเดียว ก็เพราะว่าเป็นอัตชีวประวัติของ
Greg Louganis นักกระโดดน้ำโอลิมปิกชื่อดังที่ผมเคยเห็นเขาหลายครั้งตั้งแต่ผมยังเด็กๆ
เวลาดูการถ่ายทอดการแข่งขันกีฬาประเภทนี้ และเช่นเดียวกับหลาย ๆ คนที่เคยเห็นเขา
ภาพที่จำติดตาก็คือตอนที่เขากระโดดแล้วหัวฟาดกับสปริงบอร์ดเมื่อครั้งไปแข่งขันโอลิมปิกที่กรุงโซล

เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่ผมอ่านจบรวดเดียวภายในครึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน
รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างตามประสาคนไทยในต่างแดนที่ขี้เกียจเปิดดิกชันนารี
เวลาเจอกับศัพท์แปลก ๆ แต่ผมก็อ่านมันจนจบ มีอารมณ์ไปด้วย และคิดว่า
เข้าใจเรื่องราวบ้างพอสมควร ในขณะอ่านแรก ๆ ผมก็อ่านเรื่อยๆ
แบบอ่านเอามันเข้าว่า จนกระทั่งไปสะดุดตรงย่อหน้าสุดท้ายของบทที่ 16
ที่เขาเขียนว่า “Looking back, it makes me sad that I thought
so little of myself that I didn’t just walk away from Tom.
Like most battled spouses, I just wanted love and approval,
and I thought Tom was the only one who could give it to me.
I kept thinking, if I’m better, if I try harder, then maybe he’ll love me.
I should have thought, Run for your life!” -
นั่นแหละที่ทำให้ผมหวนคิดไปถึงละครเรื่องหนึ่งซึ่งคณะละครสองแปดเคยนำมาทำ
ที่หอศิลป์พีระศรีเมื่อปี 2529 ในชื่อว่า “อยากให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ” ซึ่งครั้งนั้นผมยังอายุแค่ 19
และถือได้ว่าเป็นละครเวทีเรื่องแรกที่ผมได้เข้ามาร่วมงานในฝ่ายกำกับเวทีและนักแสดงตัวเล็กๆ
อย่างเต็มตัว

“อยากให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ” เป็นละครที่ผู้กำกับ “รัศมี เผ่าเหลืองทอง”
ดัดแปลงมาจากบทละครเรื่อง Biografie: Ein Spiel (Biography: A Game)
ของ Max Frisch ฉบับปี 1967 (แปลโดย สมัยพร ฉ่ำชื่น) เป็นเรื่องราวของ
“ศ.ดร.รังสรรค์” (หรือ Kurmann ตามต้นฉบับเดิม) นักวิชาการคนหนึ่ง
ซึ่งต้องการแก้ไขประวัติชีวิตตัวเองด้วยการพึ่งพา “นายทะเบียน”
(ต้นฉบับในภาษาเยอรมันเรียกเขาว่า “Registrator” หรือในฉบับภาษาอังกฤษเรียกว่า
“Recorder”) ให้พาเขากลับไปทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตของเขา
เพื่อหาจุดที่สามารถหักเหเส้นทางชีวิตแล้วเปลี่ยนแปลงมัน
เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องมาพบกับ “ดร.พรพิไล” (Antoinette)
หญิงสาวที่เขารักมากเสียจนอยากให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ เพราะฉะนั้น
(ผมเริ่มคิดเป็นละครเวที) ในกรณีเดียวกับที่กล่าวมานี้ จะเป็นไปได้มั้ยถ้าหาก
Louganis จะได้รับโอกาสแบบนี้บ้าง ด้วยการย้อนกลับไปสะสางปมปัญหาชีวิตต่างๆ ของเขา
ตามกระบวนการนี้ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับกับ Tom
(นามสมมุติที่ Louganis ใช้เรียกในหนังสือของเขา) ผู้ซึ่งเป็นทั้งคนรัก ผู้จัดการส่วนตัว
และสาเหตุหลักแห่งหายนะต่าง ๆ ในชีวิต

จะยังไงก็ตาม ในฐานะคนทำละครที่เชื่อมั่นว่าทุกอย่างบนโลกนี้มีความเป็นไปได้เสมอ
ผมก็เลยอนุมานเอาเองว่าน่าจะเป็นไปได้ ดังนั้นหลังจากการอ่านบทที่ 16 เป็นต้นไป
การอ่านแบบเอามันเข้าว่าของผมก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย ผมเห็นเป็นหนังผสมกับละครเวที
และยิ่งเมื่อกลับมาอ่านรอบที่สอง ผมเริ่มมีการย้อนอ่านกลับไปในบทต้น ๆ
ที่อ่านมาแล้วหลายครั้ง และเริ่มเห็นประโยคที่ Louganis มักพูดบ่อย ๆ ว่า
“เมื่อผมมองย้อนกลับไป” ปรากฏอยู่หลายจุด เป็นไปได้มั้ยว่า Louganis
ประจักษ์ในสิ่งผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับตนเองในอดีต (เช่นเดียวกับ Kurmann)
แล้วเกิดความรู้สึกว่าถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้น เขาคงจะประสบกับสิ่งที่ดีกว่าแน่

ในเวลานั้นเองผมเริ่มเห็นตัวละคร Louganis กับ Tom ออกมาโลดแล่น
ในจินตนาการบนเวทีละครซึ่งกำลังแสดงเรื่อง Biography: A Game
ถึงแม้ผมจะเห็นภาพเป็นช็อต ๆ ไม่มีความต่อเนื่องจนสามารถเป็นละครเวที
หรือหนังได้โดยทันที แต่นับว่าเป็นการเข้าทางเป็นอย่างยิ่ง เพราะช่วงนั้นเอง
ผมกำลังลงเรียนวิชาเทคนิคการดัดแปลงบท (Techniques of Adaptation)
อยู่พอดี ซึ่งการเรียนโดยทั่วไปในช่วงแรก ๆ ก็หนีไม่พ้นที่เรานักศึกษา
จะต้องไปอ่านบทละคร บทหนัง หรือไปดูละครเวทีสไตล์ต่าง ๆ
ที่ดัดแปลงมาจากสื่อชนิดอื่น ๆ เช่น นิยาย ข่าว หรือภาพยนตร์
รวมทั้งต้องศึกษาแนวคิดต่าง ๆ ของคนทำทั้งในด้านเนื้อหา,
รูปแบบและวิธีการนำเสนอ ไปจนถึงกลวิธีการสร้างบท การกำกับการแสดง
และการออกแบบงานสร้างของงานชิ้นนั้น ๆ กว่าจะออกมาเป็นละครเวที
และแน่นอน นอกจากจะมีการถกประเด็นกรณีศึกษาต่าง ๆ ในชั้นเรียน
ยังมีแบบฝึกหัดให้ทำ scene work ที่ครูสรรหามาให้ดัดแปลงอีกด้วย
(ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวรรณกรรมชั้นสูงที่ชวนหาวเป็นยิ่งนัก) ที่สำคัญในตอนท้ายของวิชานี้
เราแต่ละคนจะต้องไปเสาะหาวัตถุดิบที่ตัวเองสนใจเพื่อมาดัดแปลง
เป็นงานละครเวทีส่งครู ซึ่งนั่นหมายความว่ามันไม่ใช่แค่ส่งงานการกำกับการแสดงเพียงอย่างเดียว
แต่เราจะต้องเป็นคนเขียนบทด้วย

“Breaking the Surface” ในรูปแบบ “Biography: A Game” จึงเป็นไอเดียเดียว
ที่ผมคิดว่านี่แหละคืองานที่ผมจะดัดแปลงส่งครูในครั้งนี้ หลังจากฉวัดเฉวียนลัดเลาะ
ไปโฉบถามเพื่อน ๆ จนแน่ใจว่าใครทำเรื่องอะไร แบบไหน เพื่อให้แน่ใจว่า
จะไม่ซ้ำทางกับเพื่อนคนอื่นแล้ว การปฏิบัติการดัดแปลงบทละครเรื่องนี้ของผมก็เริ่มต้นขึ้น
ผมไปเสาะหาบทละครเรื่อง Biography: A Game ฉบับภาษาอังกฤษ
ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยจนเจอแล้วเริ่มต้นอ่านใหม่อีกครั้ง การที่ผมรู้จักเรื่องนี้
มาก่อนตั้งแต่ครั้งได้ร่วมงานในละคร “อยากให้ชีวิตนี้ไม่มีเธอ” ช่วยผมได้มาก
อย่างน้อยก็ทำให้ผมไม่สับสนในการอ่าน หรือมีปัญหาในเรื่องความเข้าใจ
ต่อบริบททางสังคมของฝรั่งที่ผมไม่อยากจะรับรู้เรื่องด้วย ตอนนั้นผมรู้สึกว่า
เป็นไปได้ที่ผมจะถอดเนื้อหาในชีวประวัติของตัวละครเอกที่ชื่อ Kurmann ออก
แล้วใส่ชีวประวัติของ Louganis เข้าไปแทนที่ ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก
เพราะผมคงต้องทำงานหนักกับการเข้าใจประวัติของ Louganis
ให้ได้มากที่สุดก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ในเมื่อผมชอบเรื่องนี้
ผมก็จะทำเรื่องนี้แหละ ผมก็เลยเตรียมร่างโครงการเพื่อมานำเสนอในชั้นเรียน
ด้วยการเสนอแนวคิดที่จะเอาวัตถุดิบทั้งสองเรื่องนี้มาสอดประสานเข้าด้วยกัน

ถ้าจะว่าไปสำหรับผม วิธีการสร้างบทละครโดยการนำวัตถุดิบที่แตกต่างกัน
มาสอดประสานเป็นเรื่องเดียวกันไม่ใช่เป็นสิ่งแปลกใหม่แต่อย่างใด
อย่างน้อยเท่าที่ผมจะพอยกตัวอย่างได้ใกล้ตัวที่สุดก็คือเรื่อง “เทพธิดาบาร์ 21”
ซึ่งเป็นทั้งภาพยนตร์และละครเวทีแบบ Musical ผลงานเรื่องนี้เป็นส่วนผสม
ระหว่างบทละครเรื่อง “เกียรติโสเภณี” (The Respectable Prostitute)
ของ Jean-Paul Sartre และละครเพลงเรื่อง “Cabaret”
(ซึ่งดัดแปลงมาอีกทีจากละครเรื่อง I am Camera) นั่นคือ
เนื้อหามาจากเรื่องเกียรติโสเภณี และโครงสร้างของรูปแบบละครเพลงมาจากเรื่อง Cabaret
แล้วปรับทุกอย่างให้เป็นเรื่องราวแบบไทย ๆ เพราะฉะนั้นวิธีการดัดแปลงบทในแบบที่ว่านี้…
ใช่ว่าจะไม่เคยมีใครทำมาก่อน

แต่สำหรับ “Breaking the Surface” วิธีการดัดแปลงละครเรื่องนี้ของผม
ออกจะสร้างความแปลกใจให้กับครูและเพื่อนร่วมชั้นมากไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่
จะถกเถียงกันในประเด็นที่ว่า “เป็นไปได้หรือที่เราจะรื้อบทละครที่มีมาแล้วออก
แล้วเอาเนื้อหาอื่นของนักเขียนอีกคนใส่เข้าไปในโครงสร้างเดิมของบทละครนั้นแทน”
ประเด็นนี้ผมสามารถเข้าใจได้และไม่ได้โต้แย้งอะไรมากนัก
เพราะในประเทศที่มีประเพณีเคารพบทประพันธ์อย่างที่อังกฤษ
คงไม่มีใครบ้าทำอย่างนี้แน่ อีกทั้งคงมีปัญหาในเรื่องลิขสิทธิ์ของงานเขียนทั้งสองชิ้น
ที่คงไม่ปรารถนาจะ “กลายเป็นอื่น” แต่ด้วยความปากไวในนาทีนั้นผมก็เลยตอบว่า
ทุกอย่างเป็นไปได้ อย่างน้อยก็ที่ประเทศไทยและในห้องเรียนนี่แหละ
ผมคิดว่าผมสนใจการทดลองหาวิธีการเล่าเรื่องในแบบใด ๆ
ก็ได้ที่ไม่ใช่การดัดแปลงเพียงแค่ “ถอดแบบ” หรือ “แปรรูป”
เรื่องราวที่มีอยู่แล้ว หรือเล่าเรื่องที่มีอยู่แล้วแบบไล่เรียงตามลำดับ 1 ถึง 10
และคิดว่าตัวเองจะทดลองแปลงบทตามสมมุติฐานนี้ไม่ว่าผลสุดท้าย
จะออกมาเป็นยังไงก็ตาม ผมตอบทุกคนไปอย่างนั้น และผมดีใจที่ครูอนุญาต

ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ของการดัดแปลงบทเรื่องนี้เพื่อนำมาเสนอในชั้นเรียน
ผมพบว่ามันไม่ง่ายเลยที่จะถอดเนื้อหาที่โยงใยในบทละคร Biography: A Game
ออกมาแล้วเอาเนื้อหาชีวประวัติของ Louganis ใส่เข้าไปแทนที่ อย่างแรก…
เพราะมันเป็นคนละคนกัน ประวัติศาสตร์ของชีวิตตัวละครย่อมแตกต่างกัน
การกระทำหนึ่งย่อมส่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปยังอีกการกระทำหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
และยิ่งตัวละครเป็นคนละคนกันด้วยแล้ว การที่จะทำให้ตัวละครใหม่ (Louganis) ใ
ห้โลดแล่นไปในทิศทางแบบในบทเดิมของ Frisch มันยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้นทุกที ๆ
จนโครงสร้างของบทละครเดิมสั่นคลอนแทบจะรับไว้ไม่ไหว แต่ปัญหานี้ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้
(ผมปลอบใจตัวเอง) มันมีวิธีการหนึ่งซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นการหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า
นั่นคือ “การรื้อแล้วสร้างใหม่” ผมต้องจับ “กระดูก” ของเรื่องให้เจอว่า
ผมต้องการเสนออะไรให้ได้ แล้วเอาสิ่งนั้นตั้งให้มั่น ส่วนองค์ประกอบ
นอกเหนือจากนั้นที่เรียกว่า “เนื้อ” ผมต้องเลาะออกแล้วสร้างขึ้นใหม่หมด
จากประวัติของ Louganis แต่จะสร้างใหม่ยังไงล่ะ ยังนึกไม่ออก
เขียนบทใหม่ตามสูตรแบบประเพณียังง่ายกว่าเป็นไหน ๆ ผมคิด คิดซะจนมึน
และแน่ใจว่าคงนอนไม่หลับแน่ ๆ ในที่สุดคืนนั้นผมก็เลยตัดสินใจว่า
คงเป็นการดีไม่น้อยถ้าทิ้งมันไปซักพักเผื่ออะไร ๆ มันจะดีขึ้น
ว่าแล้วผมก็แต่งตัวออกไปเที่ยวเธคแก้เครียด อิอิ

ในเธคที่ผมไป ไม่ใช่เป็นเธคที่ผมมาเป็นครั้งแรก ผมมาที่นี่บ่อยพอสมควร
จนเกือบเรียกได้ว่าเป็นขาประจำคนหนึ่งที่รู้จักเหล่าขาประจำอีกหลายคน
ซึ่งมาที่นี่บ่อย ๆ เหมือนกัน แต่การมาของผมในวันนี้มันแตกต่างไป
จากการมาครั้งก่อน ๆ ผมไม่ได้มาด้วยความรู้สึกสบาย ๆ หรือผ่อนคลาย
ผมมีการบ้านที่ยังทำไม่เสร็จแปะติดหัวมาด้วย ผมก็เลยไม่มีอารมณ์
ไปพบปะสังสรรค์กับใคร ๆ ทั้งนั้น ผมซื้อดริงค์แล้วก็ไปนั่งให้เพลงมัน
กระแทกหูดัง ๆ ใกล้ลำโพง แล้วก็ดูใครต่อใครเค้าเต้นระบำกัน

ในขณะที่มองดูผู้คนดิ้นกระแด่ว ๆ ไปมาบนฟลอร์
ผมมองเลยออกไปยังเคาน์เตอร์บาร์ฝั่งตรงกันข้าม ผมเห็นคนที่ผมรู้จักคนหนึ่ง
กำลังสนทนากับใครบางคนอยู่ ผมเดาเอาเองว่าคงเป็น “เหยื่อ” อีกรายของเขา
ในค่ำคืนนี้แน่ ๆ เพราะจากภาพเท่าที่ผมเห็น จากอากัปกิริยาของเขาที่เขาทำ
ดูเผิน ๆ มันก็เหมือนกับหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา เพียงแต่ว่าการปฏิสัมพันธ์กับ “นายคนนั้น”
ในครั้งนี้ มันมีรายละเอียดหลายอย่างที่แตกต่างออกไป ผมเดาเอาว่าเขาคงจะเจอกับ
“โจทย์ใหม่” ที่เขายังไม่เคยเจอมาก่อน อย่างน้อยก็วิธีการในการ “เข้าหา”
ที่ดูเหมือนจะแตกต่างออกไปจากวิธีที่เขาเคยปฏิบัติต่อคนอื่น ๆ และเท่าที่สังเกต
ผมเห็นว่านายคนนั้นไม่ค่อยมีท่าทีสนองตอบต่อไมตรีของเขานัก
แต่เขาก็ไม่ลดละความพยายาม เขาเทียวไล้เทียวขื่อไปมาอยู่นานสองนาน
จนกระทั่งแลดูเหมือนล้มเลิกความพยายาม แต่แล้วการวางเฉยด้วยการหยุดการสนทนา
แล้วเลี่ยงออกมายกเบียร์ซดริมฟลอร์ ได้สร้างความสนใจแบบ “แอบมองคนเวลาเผลอ”
ให้กับนายนั่นพอสมควร และในที่สุดเมื่อเขาไปนั่งหลบมุมอยู่เงียบ ๆ คนเดียว
นายนั่นกลับกลายเป็นฝ่ายเดินไปหาเขาเอง บิงโก!

ไม่ว่าผลลัพธ์ของสองคนนั่นในคืนนั้นจะไปลงเอยกันเช่นไร
(เพราะผมไม่ได้สาระแนถึงขนาดติดตามแอบมองต่อจนจบ)
แต่ลีลาไล่ล่าของทั้งสองคนนั้นเองที่ทำให้ผมถึงบางอ้อ สิ่งที่คนทั้งสองแสดงออก
ทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็น “เกม” ที่มนุษย์ทั้งคู่มีต่อกัน ผมรู้แล้วว่า
ผมจะดัดแปลงบทละครเรื่องนี้ยังไง ผมจะต้องไม่ยึดติด
ผมจะต้องปลดปล่อยเกมให้เป็นอิสระ เพื่อเปิดทางให้ความน่าจะเป็นของคู่กรณี
ได้มีโอกาสเผชิญกับสถานการณ์เฉพาะหน้าแล้วแก้เกมในแบบต่าง ๆ ได้
ผมกลับออกมาสู่ที่โล่งอย่างปลอดโปร่งใจ และด้วยความรู้สึกขอบคุณเธคแห่งนั้น
ที่ทำให้ผมเกิดพุทธิไอเดีย ถึงผมไม่ได้กลับไปลอนดอนอีกเลยตั้งแต่ปี 2002
ผมก็ยังหวังว่าปัจจุบันมันยังอยู่และกิจการดีขึ้น

อันที่จริงการดัดแปลงละครเรื่องนี้มันคงไม่หนักหนาสาหัสอะไร (ผมปลอบใจตัวเองอีก)
ถ้าหากเราหัดถอยออกมาบ้าง ด้วยการไม่หมกมุ่นจมปลักอยู่กับเนื้อหาของบทละคร
ในระยะใกล้จนเกินไป แล้วหันมามองมันในมิติของโครงสร้างแทน ก็อย่างที่บอก
มันเป็น “เกม” มันเป็นแค่เรื่องของคน ๆ หนึ่งซึ่งต้องการแก้ไขประวัติชีวิตตัวเอง
มันมีกติกาที่บทบอกเอาไว้ชัดแล้วตั้งแต่ต้น แถมยังมีวัตถุเชิงสัญลักษณ์แสดงกติกา
ของการเล่าเรื่องไว้อย่างโจ่งแจ้ง นั่นคือ “หมากรุก” ที่สามารถมีวิธีการเดินที่หลากหลาย
ภายใต้กติกาเพียงชุดเดียว ละครเรื่องนี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อมันเป็นเรื่องของคน ๆ
หนึ่งที่ต้องการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตซึ่งส่งผลร้ายมาจนถึงปัจจุบัน
เพราะฉะนั้นถ้าผมจับเอาเรื่องร้าย ๆ นั้นมาให้เขาลองแก้ไขดู
ผมก็ต้องจับเอาเรื่องสัมพันธภาพระหว่าง Louganis กับ Tom นี่แหละ
เป็นแกนตั้ง แล้วโฟกัสเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับมันเท่านั้น โดยไม่จำเป็นต้องแบกภาระ
ความเป็น Breaking the Surface ทั้งหมดในชีวประวัติของ Louganis
มาบรรจุไว้ในบทละคร รวมทั้งจะต้องไม่ยึดติดกับบทละครของ Frisch ด้วย
แม้ว่าความเป็นสถาปนิกของเขาจะออกแบบบ้านหลังนี้ไว้แข็งแรงขนาดไหนก็ตาม

ว่าแล้ววันต่อมา ผมก็ได้เริ่มดัดแปลงบทเรื่องนี้ทันที
ด้วยการค่อย ๆ เดินตามวิธีการเล่าเรื่องของ Frisch ก่อน
พร้อม ๆ กับใส่เนื้อหาของ Louganis เข้าไป สิ่งที่เหนื่อยยากที่สุด
ก็คงเป็นการที่ผมต้องเปิดหนังสือสองเล่มสลับกันไปมา
แล้วจัดเรียงลำดับเวลาการเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ถูกต้องไปพร้อม ๆ กับ
เปรียบเทียบเส้นทางเดินของตัวละครหลักจากทั้งสองเรื่องให้ได้ในเวลาเดียวกัน
ในเมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมและการเมืองมีความสำคัญ
ต่อวิถีชีวิตนักวิชาการของ Kurmann เพราะฉะนั้นหนทางสู่การเป็นนักกระโดดน้ำระดับโลก
และชีวิตในวงการกีฬา ก็ต้องมีความสำคัญสำหรับ Louganis ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันด้วย
แต่สิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวแม้จะมีผลต่อเส้นทางชีวิตของตัวละคร (ซึ่งเป็นผู้ลิขิตเส้นเรื่องหรือ plot)
อยู่มากพอสมควร แต่ผมต้องไม่ลืมว่านั่นเป็นความสำคัญในระดับรองลงมา
ความสำคัญหลักที่ผมควรจะสนใจมากกว่าก็คือ ผมกำลังจะเล่า “เรื่องส่วนตัว”
ของชายคนหนึ่งที่ต้องการขจัดคนที่ตนเองรักที่สุดให้หลุดพ้นไปจากชีวิต
และจะต้องเล่าจากมุมมอง นิสัยและพฤติกรรมภายใต้กรอบทางความคิดของเขา
และเมื่อเขาทำไม่สำเร็จ (ในองก์หนึ่ง) เขาก็ต้องการที่จะประคับประคองชีวิตคู่ของเขา
ให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด (ในองก์สอง) เพื่อที่เขาจะได้ไม่ “เจ็บ”
จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ – ผมจะคิดแค่นี้แหละ

สองอาทิตย์ผ่านไป หลังจากดัดแปลงองก์แรกเสร็จ ผมก็นำบทละครเรื่องนี้
มาทดลองอ่านออกเสียงกันในชั้นเรียนโดยให้เพื่อนเป็นตัวละครต่าง ๆ
เพื่อนบางคนที่มีกำพืดเป็นชาวอังกฤษมีส่วนช่วยในการแก้คำและไวยากรณ์ต่าง ๆ
จากบทภาษาอังกฤษแบบเฉียดพัทยาของผมให้กลายเป็นภาษาอังกฤษแบบบักกิ้งแฮมได้
ที่น่าปลื้มก็คือเพื่อนทุกคนพบว่ามันเป็นบทละครที่น่าสนใจ เธอหามาได้ยังไง
และอยากรู้ว่าเมื่อเดินมาทางนี้แล้วจะไปยังไงต่อไป ผมก็เล่าให้ครูและเพื่อนทุกคนฟัง
หลังจากนั้นเราก็เริ่มทดลองทำกันดู โดยไปไหว้วานทั้งเพื่อน ๆ
ให้มารับบทเป็นตัวละครต่าง ๆ เราซ้อมกันเพียงไม่กี่วันแล้วก็จัดแสดงกันเลย
(นักแสดงที่นั่นวินัยดีมากชนิดที่ว่าให้บทไปวันนี้พรุ่งนี้จำได้แล้ว)
ส่วนฉากและอุปกรณ์การแสดงต่าง ๆ เราก็ใช้ข้าวของในคลังแสง
ของมหาวิทยาลัยเท่าที่มีในเวลานั้น ไม่ได้ลงทุนอะไร เพราะนี่เป็นการทำแบบฝึกหัด
ที่เน้นการดัดแปลงบทว่ามันสามารถเอามาใช้แสดงจริงได้หรือไม่
ยังไม่ถึงขนาดที่ต้องทำเป็นละครใหญ่ประจำตระกูลเต็มรูปแบบ
แต่ก็เกือบจะเป็นอยู่กลาย ๆ เพราะมีการทำฉากและจัดแสงกันเป็นเรื่องเป็นราว
แถมใช้ตัวละครตั้ง 17 ตัว การแสดงออกมาในระดับที่ผมพึงพอใจ
สร้างเสียงฮือฮากันพอสมควรโดยเฉพาะในหมู่เด็กละคร ป.ตรีสาว ๆ
และเพศที่สามเมื่อเห็นนักแสดงชายหลายคนนุ่งกางเกงว่ายน้ำออกมาเต็มเวที
ซึ่งในประเด็นนี้ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนักเพราะในตอนนั้นผมตั้งใจให้มันเป็น
องค์ประกอบทางการตลาดอยู่แล้วสำหรับละครเรื่องนี้

ในการสรุปผล ผมดีใจที่ผู้ชมและเพื่อน ๆ บอกว่าชอบละครเรื่องนี้
นอกเหนือจากความแปลกและความสนุก อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขารู้สึก
กระหายที่จะหา Breaking the Surface ของ Greg Louganis รวมทั้ง
Biography: A Game ของ Max Frisch มาอ่าน พวกเขารู้สึกว่า
ประเด็นที่ละครสื่อออกมานั้นมีหลายอย่างที่กระทบใจพวกเขามาก
โดยเฉพาะเรื่องที่ว่า “ถ้าคนเรามีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง
เราจะรู้หรือไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงมันตรงไหน…อย่างไร” ในเมื่อเราทุกคนเกิดมาในโลกนี้แล้ว
เราย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีประวัติชีวิตชุดหนึ่งติดมาด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย
และแน่นอนเราทุกคนย่อมมี “บาดแผล” อะไรบางอย่างในอดีต
ซึ่งถ้าหากเราสามารถหลีกเลี่ยงหรือจัดการแก้ไขมันได้
มันก็ย่อมไม่ส่งผลของการกระทำนั้น ๆ มาให้เราประสบดังที่เราเป็นอยู่ในทุกวันนี้

หลังจากฟูมฟายกับประเด็นของเรื่องกันพอสมควรแก่เวลา ทั้งครูและเพื่อน ๆ
อยากจะรู้ว่าเรื่องราวมันจะเป็นยังไงต่อไปในองก์สอง
ถึงแม้ผมจะไม่ได้ดัดแปลงมันต่อจนจบทั้งเรื่อง เพราะงานผมมันถูกกำหนดให้ทำแค่นั้น
แต่ผมก็ได้เล่าเรื่องราวในองก์สองที่ร่างเอาไว้แล้วคร่าว ๆ ให้ครูและเพื่อน ๆ ฟังว่า
ผมจะดัดแปลงมันยังไงต่อไป ไม่มีใครสักคนแม้แต่ตัวผมในเวลานั้นสามารถยืนยันได้ว่า
นี่จะเป็นการแสดงที่สามารถกลายเป็นละครที่สมบูรณ์ตลอดรอดฝั่งได้จนจบ
ไม่มีใครรู้ ผมรู้แต่เพียงว่าหลังเรียนวิชานี้จบคอร์ส ครูพูดกับผมว่า
“ผมหวังว่าสักวันหนึ่งคุณจะทำละครเรื่องนี้ทั้งเรื่อง”

กลับมาประเทศไทย ผ่านมาเป็นเวลาเกือบสิบปี
ละครเรื่องนี้ก็ยังคงวนเวียนหลอกหลอนอยู่ในใจผมเป็นช่วง ๆ
จนกระทั่งสบโอกาสตอนที่กำลังทำละครเรื่อง “ตาดูดาวเท้าเหยียบเธอ” (Push Up)
ซึ่งตอนนั้นกำลังซ้อมนักแสดง double cast อยู่ที่สตูดิโอบ้านพี่ดูก (นพีสี เรเยส)
เพื่อเตรียมจะลงโรงที่สถาบันเกอเธ่ เราก็คุยกันถึงเรื่องต่อไปว่าจะทำเรื่องอะไรดี
โชคดีที่ตอนนั้นบรรดาเพื่อนพ้องน้องพี่ชาว New Theatre Society
นั่งสลอนกันอยู่ภายใต้บรรยากาศการซ้อมละครเยอรมันครบครันถ้วนหน้า
มันก็เลยทำให้ผมนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาทันที ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถเอามาทำได้
สำหรับนักแสดงและทีมงานที่มีอยู่ตรงหน้า ผมก็เลยบอกทุกคนไปว่า
“Breaking the Surface” น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะแก่ทุกคนในที่นั้น
เพราะจะได้เล่นกันถ้วนหน้า ที่สำคัญ ผมเจอแล้วว่าใครสามารถจะเล่นเป็นนักกระโดดน้ำคนนี้ได้

ว่าแล้วผมก็เล่าเรื่องนี้ให้ทุกคนฟัง พร้อมกับแคสนักแสดงเสร็จสรรพว่า
อยากให้ใครเล่นเป็นอะไร และเมื่อมีมติเป็นเอกฉันท์ (คงเพราะไม่มีใครกล้าค้าน)
ผมก็ไปรื้อเอาบทที่เคยทำมาแล้วขึ้นมาดูอีกครั้ง หนุ่ม (กฤษณะ พันธุ์เพ็ง)
เป็นผู้อาสาเอาไปแปลเป็นภาษาไทยให้ ส่วนผมก็เริ่มไปคุยกับนักแสดงคนอื่น
ที่หมายหัวเอาไว้แต่ไม่ได้อยู่ในวงประชุมวันนั้นพร้อม ๆ กับเตรียมงานในส่วนข้อมูล
เพื่อเอามาประกอบการดัดแปลงใหม่สำหรับการจัดแสดงให้คนไทยดู แน่นอน
ผมคิดไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าคราวนี้ผมจะทำให้จบหมดทั้งเรื่อง และถึงแม้การทำละครเรื่องนี้
จะเป็นเรื่องราวของนักกระโดดน้ำ แต่มันจะต้องไม่ออกมาเป็นเรื่องของ Greg Louganis
เหมือนที่เคยทำที่อังกฤษ เพราะตัวละครและองค์ประกอบในเรื่องหลายอย่าง
มันห่างไกลคนไทย ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องทำเรื่องเป็นฝรั่งเพื่อเสนอวัฒนธรรมต่างถิ่น
ที่ดูแปลกแยกซึ่งอาจส่งผลก่อกวนต่อสารหลักที่ต้องการนำเสนอ นอกจากนี้
ถึงแม้ตัวเองจะเคยทำละครโฉมฝรั่งมาแล้วหลายเรื่อง แต่ “โดยส่วนตัว” (ขอเน้น)
ผมไม่ชอบดูละครฝรั่งที่คนไทยพยายามทำบรรยากาศและตัวละครให้เป็นฝรั่งจ๋า
มาตั้งแต่ไหนแต่ไร เพราะตั้งแต่ดูมาไม่เคยมีเรื่องไหนเลยที่รอดพ้น
จากความเสี่ยวสยามไปได้แม้แต่ละครของตัวเอง – ขอโทษที่ต้องใช้คำ ๆ นี้นะครับ
แต่มันเสี่ยวและสยองจริง ๆ เหลือจะพรรณนา ไม่ว่าโปรดักชันนั้นจะมีความตั้งใจสูง
หรือมีความมุ่งหมายที่จะให้การศึกษาด้านใด ๆ แก่ผู้ชมคนไทยก็ตาม

ดังนั้นการดัดแปลงบทอีกครั้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำ ผมเริ่มรีเสิร์ชข้อมูล
เกี่ยวกับกีฬากระโดดน้ำในประเทศไทยและเอเซีย รวมทั้งข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ
เกี่ยวกับละครเรื่อง Biography: A Game ที่มีอยู่ในอินเตอร์เน็ต
ว่าแล้วสิ่งอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ผมเพิ่งค้นพบว่า Max Frisch หาได้เขียนบทละครเรื่องนี้
ออกมาครั้งเดียวในปี 1967 ไม่ แต่เขาได้เขียนบทละครเรื่องนี้ขึ้นมาอีกเวอร์ชั่นหนึ่งในปี 1984
เป็นเวอร์ชั่นที่ใช้ผู้แสดงเพียง 5 คนเท่านั้น ไม่ได้มีตัวละครถึง 20 กว่าตัวเหมือนในเวอร์ชันปี 1967
ผมจึงรีบโทรไปเล่าให้อิ๋ว (ปานรัตน กริชชาญชัย) ฟังด้วยความตื่นเต้นและสงสัยว่า Frisch
ได้ปรับเปลี่ยนบทเรื่องนี้ของเขายังไง ตัวละครมันถึงลดลงได้ขนาดนั้น
และเธอในฐานะโปรดิวเซอร์ก็เห็นดีด้วย เนื่องจากคงเห็นว่าการใช้นักแสดงไม่มาก
เป็นสิ่งที่ไม่สิ้นเปลือง อย่างน้อยก็ค่าข้าวล่ะ 555+ ว่าแล้วเธอก็ไม่รอช้าที่จะออนไลน์
สั่งซื้อบทละครเรื่องนี้ผ่านทางอเมซอนทันที และคงเป็นด้วยความรอบคอบ
เธอจึงไม่ได้สั่งซื้อแค่เวอร์ชั่นเดียว แต่เธอสั่งเวอร์ชั่นปี 1967 อันเก่ามาด้วย
(ทั้ง ๆ ที่ภาควิชาภาษาเยอรมันที่เธอเรียนจบมาเคยตีพิมพ์บทแปลเรื่องนี้ออกมาจำหน่ายแล้ว)
จะสั่งเพื่อเอามาทำวรรณคดีเปรียบเทียบกันหรืออะไรผมไม่ทราบ ผมไม่สนอันเก่าแล้ว
สิ่งที่ผมสนใจตอนนี้ก็คือทำยังไงบทเวอร์ชั่นใหม่นั้นจะมาถึงประเทศไทยให้เร็วที่สุด

ในที่สุด อาทิตย์กว่า ๆ ต่อมา บทละครภาษาเยอรมันทั้งสองเวอร์ชั่นก็ถึงมือเธอ
อิ๋วอ่านและได้ให้ความกระจ่างแก่ผมว่า ความแตกต่างระหว่างสองเวอร์ชั่นนี้
ที่เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือเรื่องจำนวนตัวละครและเงื่อนไขสภาวะแวดล้อมในการแสดง
ในแง่จำนวนตัวละคร Frisch ยังคงตัวละครหลัก 3 ตัวเอาไว้ แต่ยกภาระ
การออกมาของตัวละครอื่น ๆ ในชีวประวัติของ Kurmann ให้ตกไปอยู่ในความรับผิดชอบ
ของนักแสดงชายหญิงอีก 2 คนซึ่งต้องเล่นเป็นตัวละครต่าง ๆ แทน ส่วนเรื่องเงื่อนไข
ของสภาวะแวดล้อมในการแสดง Frisch ได้เปลี่ยนบทบาทของตัวละคร
และฉากจากฉบับเดิมในปี 1967 ให้กลายเป็นเสมือน “ห้องซ้อมละคร” ที่ซึ่งมี
“ผู้กำกับ” (Spielleiter) คอยควบคุมเกมการแก้ไขประวัติชีวิตทั้งหมด
ที่สำคัญ Frisch ได้จัดการ “สอย” ปี ค.ศ.ต่าง ๆ ที่มีเหตุการณ์สำคัญ
ทางสังคมและการเมืองที่วุ่นวายซับซ้อนออก แล้วเรียบเรียงใหม่ด้วยวิธีการเล่าที่ฟังดูง่ายและกระชับขึ้น

แน่นอน ความ “พิเศษ” ของเวอร์ชั่นใหม่นี้ สามารถเรียกได้ทันทีว่าเข้าทางผมอีกนั่นแหละ
เพราะนั่นหมายถึงมันเปิดโอกาสให้ผมได้มีอิสระในการเลือกช่วงเหตุการณ์ต่าง ๆ
ที่น่าสนใจในชีวิตของ Louganis มาใส่ได้มากกว่าการยึดติดอยู่กับ
โครงสร้างการพัฒนาเรื่องราวของบทฉบับเก่า รวมทั้งผมยังมีโอกาส
ที่จะทดลองเทคนิคการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ที่ไม่เหมือนกับการทำครั้งก่อนอีกด้วย
แต่การแปลบทละครเรื่องนี้จากภาษาเยอรมันเป็นภาษาไทยภายในเวลาอันจำกัดไม่ใช่สิ่งง่าย
อีกทั้งยังต้องนำมาผสมกับไอเดียในบทดัดแปลงอันเก่าที่มีอยู่แล้ว
ดังนั้นอิ๋วจึงได้ชักชวนเจน (เจนจิรา เสรีโยธิน) เพื่อนสนิทของเธอ
เข้ามาร่วมแปลบทละครเรื่องนี้ด้วย โดยแบ่งกันแปลคนละองก์
สำนวนภาษาของนักแปลที่ต่างกันบ้างคงไม่เป็นไรสำหรับผม
เพราะยังไง ๆ ผมต้องการรู้แต่เพียงว่ามันเหมือนหรือแตกต่างกับอันเก่า
ที่ผมเคยรู้จักอย่างไร และไม่ว่าอย่างไรผมก็มีเรื่องราวต่าง ๆ
ที่จะใส่หมกไว้ในหัวผมอยู่บ้างแล้ว ผมต้องการเพียงแค่แรงบันดาลใจ
จากวัตถุดิบทั้งสองชิ้นเพื่อเล่าประเด็นที่โดนใจเท่านั้น ความสำคัญของละครเรื่องนี้
อยู่ที่ทัศนคติของตัวละครที่มีต่อประวัติชีวิตของตนเอง ผมไม่ได้ต้องการมุ่งเสนอเรื่องเล่า
จากชีวิตจริงของตัวละครที่มีอยู่จริง หรือนำเสนอบทละครดัดแปลงที่ทำแต่เพียงการแปลมาแล้ว
เปลี่ยนโลเกชั่นกับตัวละครให้มีบริบทแบบไทย ๆ เลย

หลังจากการแปลเสร็จ ผมก็เอามาสร้างบทต่อโดยเอามาผสมกับบทดัดแปลงอันเดิม
ซึ่งผมเคยทำเอาไว้แล้วบ้างนิดหน่อย แต่เขียนใหม่ซะเยอะเพราะไอเดียเริ่มบรรเจิด
การสร้างบทครั้งใหม่นี้ทำเสร็จภายในระยะเวลาไม่นานนัก เนื่องจากเรารู้กันเรียบร้อยแล้ว
ว่าใครจะเล่นเป็นอะไร ดังนั้นการทำบทก็เลยถูกวางไปในแนวทางสำหรับนักแสดงคนนั้น ๆ เล่น
ทุกอย่างถูกคิดมาเรียบร้อยแล้วในกระดาษ(บท)ก่อนจะมาถึงมือนักแสดง
แล้วก็เป็นความโชคดีที่นักแสดงที่มาเล่นล้วนแต่มีส่วนในการทำให้การสร้างบทของผมง่ายขึ้น
เพราะนอกเหนือจากการความรอบจัดที่พวกเขาสามารถเล่นได้ทันทีที่กำกับแล้ว
พวกเขายังมีส่วนช่วยให้ผมสามารถทดลองเทคนิคการแสดงและวิธีการเล่าเรื่องได้อีกด้วย
พวกเราซ้อมไปปรับบทไปแก้กันไปดีไซน์กันไปตามยถากรรมเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนกว่า ๆ
จนในที่สุดเราก็ได้บท Breaking the Surface หรือ “ผ่าผิวน้ำ”
ในเวอร์ชั่นไทยที่สมบูรณ์ก่อนเปิดการแสดงเพียง 3 วัน

และแล้ว “ผ่าผิวน้ำ” ก็เปิดการแสดงขึ้นครั้งแรกที่ Crescent Moon Space
สถาบันปรีดี พนมยงค์ เมื่อวันที่ 13-25 พฤษภาคม 2551 เป็นจำนวน 12 รอบ
ละครประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงด้วยจำนวนผู้ชมที่ล้นหลามเกินคาด
รวมทั้งได้รับคำวิจารณ์ในฐานะบทละครดัดแปลงและการแสดงที่ยอดเยี่ยม
นำแสดงโดย กฤษณะ พันธุ์เพ็ง ในบท “กันตชาติ” นักกระโดดน้ำ, นพพันธ์ บุญใหญ่
ในบท “ท๊อป’ คู่รักของเขา และ สุเกมส์ กาญจนกันติกุล ในบท “ผู้กำกับ”
ร่วมด้วย เกรียงไกร ฟูเกษม, ณัฐกานต์ ภู่เจริญศิลป์
(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศิรเมศร์ อัครภากุลเศรษฐ์) และ ศุภฤกษ์ เสถียร
ในบท “ผู้ช่วยชาย” ที่ต้องเป็นทั้งทีมงานและรับบทเป็นตัวละครต่าง ๆ
เช่นเดียวกับพวก “ผู้ช่วยหญิง” ที่แสดงโดย ปานรัตน กริชชาญชัย, สาธิกา โภคทรัพย์
(ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น พิมณภัทร์ เจริญทิพยรักษ์) และ ช่อลดา สุริยะโยธิน
นอกจากนี้ยังมี ธีระวัฒน์ มุลวิไล ที่ให้เกียรติมาร่วมแสดงเป็นตัวละครต่าง ๆ
ที่ปรากฏผ่านเทคนิควิดีโอด้วย

หลังจากละครจบลาโรงไป แน่นอน ผมมีความสุข
สุขที่ในที่สุดผมก็ได้ทำละครในฝันเรื่องนี้จนจบสมบูรณ์ตามที่ครูเคยให้กำลังใจไว้
แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังค้างคาใจ ไม่ว่าจะเป็นการเห็นข้อบกพร่อง
ในทางบทอยู่หลายจุด รวมทั้งเห็นความเป็นไปได้อีกหลายทางของวิธีการตีความการแสดง
ผมยังมีอีกหลายอย่างที่หวังไว้(มาก)แต่ยังไม่ได้ทำในการจัดแสดงครั้งนี้
โดยเฉพาะเรื่องงานการออกแบบองค์ประกอบศิลป์และเทคนิคภาพยนตร์ซ้อนละครเวที
ผมรู้สึกว่ามันทำ “ได้อีก” ยังมีหลายอย่างทั้งในทางบทและการกำกับที่ผมต้อง
“เอาชนะ” มันให้ได้ ในวันสุดท้ายที่เรามีปาร์ตี้กันหลังละครเลิก
ผมบอกกับนักแสดงและทีมงานทุกคนว่า ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่อยู่ในความชอบระดับต้น ๆ
ในบรรดาละครเวทีทั้งหมดที่ผมได้เคยทำมา และสักวันหนึ่งข้างหน้าละครเรื่องนี้จะต้องกลับมาอีก

ในที่สุดเมื่อถึงปี 2553 โอกาสในการทำละครเรื่องนี้ก็ได้กลับมาอีกครั้งดังหวัง
การเดินทางของผ่าผิวน้ำในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ภายในเวลาไม่ช้า…ผมจะกลับมาเล่าให้ทุกคนฟัง

ท้ายสุดนี้ ไหน ๆ พล่ามมาซะยืดยาว ขอถือโอกาสนี้โฆษณาหน่อย “ผ่าผิวน้ำ” เวอร์ชั่นปี 2010
นำแสดงโดย กฤษณะ พันธุ์เพ็ง, ปราโมทย์ แสงศร, วรรณศักดิ์ ศิริหล้า ร่วมด้วย
เกรียงไกร ฟูเกษม, อาคีรา โหมดสกุล, ศิรเมศร์ อัครภากุลเศรษฐ์, พิมณภัทร์ เจริญทิพยรักษ์
และ คเณศ บุณยะปานะโชติ กำกับศิลป์และออกแบบงานสร้างโดย บรรพต วุฑฒิปรีชา
จัดแสดงที่ Democrazy Theatre Studio ตั้งแต่วันที่ 27 เมษายน ถึง 9 พฤษภาคม 2553 นี้
แสดงทุกคืน เว้นคืนวันจันทร์ เวลาแสดง 19.30 น. บัตรราคาเริ่มต้นที่ 300 บาท
และจะขึ้นราคาครั้งละ 50 บาททุก ๆ 3 รอบจนถึงราคา 450 บาท ที่นั่งมีเพียง 50 ที่ต่อรอบเท่านั้น

สำรองที่นั่งได้ที่โทร 086 787 7155 หรือ 089 109 5909 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

Comments (1)

 

Leave a Reply

Get Adobe Flash playerPlugin by wpburn.com wordpress themes